ไขข้อข้องใจ “ดื่มปัสสาวะ” รักษาโรคได้จริงหรือ

ไขข้อข้องใจ “ดื่มปัสสาวะ” รักษาโรคได้จริงหรือ กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ออกมาเตือนประชาชนผ่านเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข ถึงประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน โดยมีข้อมูลว่า การใช้น้ำปัสสาวะบำบัดยังไม่มีงานวิจัยทางคลินิกที่น่าเชื่อถือรองรับว่า กินฉี่รักษาโรคได้ ดังนั้นอย่าหลงเชื่อ นอกจากนี้การดื่มฉี่ยังอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพอีกมากมาย เช่น การดื่มน้ำปัสสาวะเพื่อรักษาโรคเรื้อรัง อาจทำให้ไม่สามารถควบคุมการลุกลามของโรค และอาจเกิดอันตรายได้

ในน้ำปัสสาวะ ของคนเรานั้นประกอบด้วย น้ำ 95%, ยูเรีย 9.3 g/L, คลอไรด์ 1.87 g/L, โซเดียม 1.17 g/L, โปตัสเซียม 0.750 g/L, ครีอะตินีน 0.670 g/L และสารละลายอื่น ๆ เช่น ของเสียที่ละลายน้ำได้ในปริมาณน้อย โดยปกติแล้ว ไตจะมีหน้าที่กรองสิ่งที่มีประโยชน์ให้ดูดกลับสู่ร่างกาย เช่น น้ำตาลกลูโคส แต่หากเป็นของเสียและเกลือแร่ส่วนเกิน จะถูกขับออกทางปัสสาวะ ดังนั้น แพทย์จึงสามารถตรวจหาความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะได้จากน้ำปัสสาวะ รวมทั้งตรวจสอบการรั่วของโปรตีน น้ำตาลกลูโคส เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ ประเมินสัดส่วนเกลือแร่ในปัสสาวะเพื่อใช้วินิจฉัยแยกโรคทางคลินิก

การดื่มน้ำปัสสาวะอาจไม่ได้ทำให้เกิดโทษรุนแรง แต่เราก็พบอันตรายได้ ดังนี้

* คลื่นไส้ อาเจียนจากกลิ่นฉุนของปัสสาวะ

* ปวดท้อง เวียนศีรษะ ท้องเสีย จากการระคายเคืองของกระเพาะอาหารและลำไส้

* กระหายน้ำ จากการได้รับเกลือแร่และของเสียเข้าสู่ร่างกาย

* อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อภายในร่างกาย จากการปนเปื้อนเชื้อโรคในปัสสาวะ

* อาจได้รับสารที่เป็นพิษต่อร่างกาย หากดื่มน้ำปัสสาวะหลังจากรับประทานยา หรือรับสารเคมีบางอย่างเข้าไป

* การดื่มน้ำปัสสาวะในผู้ป่วยโรคเรื้อรังอาจทำให้อาการของโรคลุกลามได้ โดยเฉพาะโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ โรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือโรคที่ต้องควบคุมปริมาณน้ำ แร่ธาตุ และสารอาหารให้เหมาะสม

You might also like